อาการขั้นต้นของโรคประสาท(ตอนที่ 1 )
อาการขั้นต้นของโรคประสาท(ตอนที่ 1 )
คำว่า โรคประสาท ประสาทไม่ค่อยดี ประสาทเสีย เหล่านี้ เราได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ และดูเหมือนจะเป็นคำที่รู้กันมากแต่เข้าใจกันน้อย และไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือเท่าไร ดังนั้นจึงจะได้เล่าให้ฟังว่า ที่ว่ากันว่าประสาทไม่ปกตินั้นมีอย่างไรบ้าง อาการขั้นแรกที่เกี่ยว ที่เราพบเห็นหรือได้รับฟังคำบอกเล่าอยู่เสมอก็คือ
1. อาการเหนื่อย
มีความรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีกำลัง ขาดความกระปรี้กระเปร่าและคำที่ว่า “เพลียเหลือเกิน” เป็นคำที่พูดกันมาก บางทีก็ได้รับความเห็นอกเห็นใจ บางทีก็ได้รับการยกย่อง เพราะที่ท่านผู้ใหญ่ท่านบอกว่าท่านเพลีย หมายความว่าท่านมีงานมาก แต่ถ้าเด็กๆ บอกว่าเพลียก็หมายความว่า หมอนี่ขี้เกียจหรืออ่อนแอ ดังนั้นแต่ละคนจึงหาทางออกไปทำนองที่ว่าประสาทหมดกำลัง หรืออ่อนเพลียเพราะประสาทหมดแรง และเท่าที่เราสำรวจดูปรากฏว่า 75% ของคนไข้โรคประสาท บ่นเรื่องเพลีย
เรื่องเพลียนี้แบ่งออก เป็น 2 ประเภท
ประเภทที่ 1 หมายถึง เพลียจริง ๆ เหนื่อยอ่อน หมดแรงง่าย มักจะเกิดขึ้นเพราะคนไข้ไม่มีการออกกำลังเสียเลย พอทำอะไรเข้าแม้แต่เล็กน้อย ก็ให้รู้สึกอ่อนเพลีย ดังนั้นวิธีแก้ไขลักษณะการเพลียเช่นนี้ก็คือ การออกกำลังเสียบ้าง การออกกำลังนั้นไม่ได้หมายความว่า จะต้องหาลูกเหล็กเป็นร้อยเป็นพันกิโลมายกหรือวิ่งรอบสนามหลวง เพียงแต่เดินเสียบ้าง ก็จะช่วยให้หายเพลียได้ อย่างเช่นท่านเอกอัครราชทูตไทยที่กรุงลอนดอน รู้สึกเหนื่อยอ่อนและเพลียง่าย วิธีแก้ของท่านไม่ใช่นอนเอา ๆ ให้มันหายเพลีย แต่ท่านเดินเสียบ้างทุกเช้า รอบสวนวันละรอบ ไม่นานก็กินได้นอนหลับเป็นปกติ ทำให้นึกถึงแฟชั่นรุ่นคุณปู่คุณลุงที่มีการปฏิบัติกันเป็นกิจวัตรในสมัยนั้น คือการเดินตอนเช้า ความอ่อนอกอ่อนใจก็ดูเหมือนจะน้อยกว่าสมัยนี้
คำว่า โรคประสาท ประสาทไม่ค่อยดี ประสาทเสีย เหล่านี้ เราได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ และดูเหมือนจะเป็นคำที่รู้กันมากแต่เข้าใจกันน้อย และไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือเท่าไร ดังนั้นจึงจะได้เล่าให้ฟังว่า ที่ว่ากันว่าประสาทไม่ปกตินั้นมีอย่างไรบ้าง อาการขั้นแรกที่เกี่ยว ที่เราพบเห็นหรือได้รับฟังคำบอกเล่าอยู่เสมอก็คือ
1. อาการเหนื่อย
มีความรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีกำลัง ขาดความกระปรี้กระเปร่าและคำที่ว่า “เพลียเหลือเกิน” เป็นคำที่พูดกันมาก บางทีก็ได้รับความเห็นอกเห็นใจ บางทีก็ได้รับการยกย่อง เพราะที่ท่านผู้ใหญ่ท่านบอกว่าท่านเพลีย หมายความว่าท่านมีงานมาก แต่ถ้าเด็กๆ บอกว่าเพลียก็หมายความว่า หมอนี่ขี้เกียจหรืออ่อนแอ ดังนั้นแต่ละคนจึงหาทางออกไปทำนองที่ว่าประสาทหมดกำลัง หรืออ่อนเพลียเพราะประสาทหมดแรง และเท่าที่เราสำรวจดูปรากฏว่า 75% ของคนไข้โรคประสาท บ่นเรื่องเพลีย
เรื่องเพลียนี้แบ่งออก เป็น 2 ประเภท
ประเภทที่ 1 หมายถึง เพลียจริง ๆ เหนื่อยอ่อน หมดแรงง่าย มักจะเกิดขึ้นเพราะคนไข้ไม่มีการออกกำลังเสียเลย พอทำอะไรเข้าแม้แต่เล็กน้อย ก็ให้รู้สึกอ่อนเพลีย ดังนั้นวิธีแก้ไขลักษณะการเพลียเช่นนี้ก็คือ การออกกำลังเสียบ้าง การออกกำลังนั้นไม่ได้หมายความว่า จะต้องหาลูกเหล็กเป็นร้อยเป็นพันกิโลมายกหรือวิ่งรอบสนามหลวง เพียงแต่เดินเสียบ้าง ก็จะช่วยให้หายเพลียได้ อย่างเช่นท่านเอกอัครราชทูตไทยที่กรุงลอนดอน รู้สึกเหนื่อยอ่อนและเพลียง่าย วิธีแก้ของท่านไม่ใช่นอนเอา ๆ ให้มันหายเพลีย แต่ท่านเดินเสียบ้างทุกเช้า รอบสวนวันละรอบ ไม่นานก็กินได้นอนหลับเป็นปกติ ทำให้นึกถึงแฟชั่นรุ่นคุณปู่คุณลุงที่มีการปฏิบัติกันเป็นกิจวัตรในสมัยนั้น คือการเดินตอนเช้า ความอ่อนอกอ่อนใจก็ดูเหมือนจะน้อยกว่าสมัยนี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น